[close]
choosewithcareclub.com
go to facebook YouTube
HOME ABOUT US HEALTH CARE SHARE YOUR SYORY NEWS CONTACT

ระวัง ! 5 โรค ช่วงอากาศเปลี่ยน

ระวัง ! 5 โรค ช่วงอากาศเปลี่ยน

ระวัง ! 5 โรค ช่วงอากาศเปลี่ยน


          อากาศบ้านเราเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหนาว ทำให้เชื้อโรคหลายชนิด เติบโตและแพร่พันธุ์ได้ดี ยิ่งเด็กเล็กภูมิคุ้มกันต่ำ ยิ่งมีโอกาสไม่สบายง่าย ยังมี 5 โรคต้องระวังในช่วงอากาศเปลี่ยนมาให้คุณแม่ได้ระมัดระวังกันค่ะ


1. ไข้หวัด

          ติดอันดับ ให้เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด (เป็น ๆ หาย ๆ ได้ตลอดปี) เพราะเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง มีเพียงอาการไอ จาม มีน้ำมูก คัดจมูก และอาจมีไข้หรือไม่มีไข้ก็ได้ อาการมักจะหายได้เอง ภายใน 5 - 7 วัน

ดูแลอาการ : ดูแลตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ลดน้ำมูก และควรให้ลูกพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดื่มน้ำบ่อย ๆ กินอาหารอุ่น ๆ และสวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อาการหวัดก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น

เรื่องระวัง : การเป็นไข้หวัด อาจทำให้เกิดอาการหูชั้นกลางอักเสบ เพราะท่อยูสเตเชียน (Eustachian) เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับช่วงคอส่วนบน ติดต่อได้ง่าย เกิดอาการหูอักเสบ ทำให้เจ็บหู ลูกร้องไห้ อาการจะหายเองใน 2 - 3 วัน อย่างไรก็ตาม นอกจากลูกมีไข้แล้ว ลูกมักดึงหูตลอดเวลา ควรพาลูกมาพบคุณหมอ เพื่อวินิจฉัยอาการเรื่องหูอักเสบ


2. ไข้หวัดใหญ่

          อาการคล้ายไข้หวัด แต่มีความรุนแรงกว่า เช่น มีไข้สูงกว่า ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บคอ ไอ และอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถกลายพันธ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ ๆ รุนแรงมากกว่าสายพันธุ์เดิม ดังนั้น การเป็นแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อไวรัสเพียงหนึ่งสายพันธุ์ย่อย เมื่อหายร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสตัวนั้น หากเป็นครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่หมุนเวียนไป

ดูแลอาการ : วิธีเช่นเดียวกับไข้หวัด คือให้ลูกพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำบ่อย ๆ และรักษาตามอาการที่เป็น เช่น กินยาลดไข้ ลดอาการไอ เป็นต้น ควรใช้ผ้าปิดจมูกปากขณะไอจาม ระมัดระวังการไอจามรดกัน เพื่อป้องกันการติดต่อของโรค อีกหนึ่งวิธีทางเลือกคือ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ กรณีที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีความเสี่ยงต่อโรคปีละครั้ง

เรื่องระวัง : หากมีอาการที่รุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น การติดเชื้อลุกลามไปยังปอด เกิดภาวะปอดอักเสบตามมา ซึ่งทำเป็นสาเหตุทำให้อาการทรุดหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้นั่นเอง ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นอาการไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนลุกลาม


3. โรคอุจจาระร่วง

          เชื้อไวรัสโรต้า คือเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการอุจจาระร่วง ทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบโดยเฉพาะเด็กเล็ก มีอาการไข้สูง งอแง อาเจียนและถ่ายเหลว อาจรุนแรงจนทำให้อ่อนเพลียและขาดน้ำรุนแรงได้ หรืออาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืดร่วมด้วย

ดูแลอาการ : ให้ลูกดื่มน้ำเกลือแร่ซองทดแทน เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำ หากมีอาการรุนแรงมาก ลูกไม่กินหรือกินได้น้อย ควรพาลูกไปโรงพยาบาล เพื่อรับการรักษาอาการจากคุณหมอจะดีกว่า

เรื่องระวัง : ภาวะขาดน้ำเป็นอาการรุนแรงที่อาจทำให้ลูกช็อกได้ การป้องกันเชื้อไวรัสตัวนี้ทางที่ดีที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีผู้คนแออัด การเล่นของเล่นร่วมกัน ลานของเล่นในห้างสรรพสินค้า จะลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ รวมถึงการทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ที่อยู่แวดล้อมตัวเด็ก ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้า โดยจะต้องได้รับตั้งแต่ขวบปีแรก แต่ยังคงเป็นวัคซีนทางเลือก


4. โรคปอดบวม

          อาการเบื้องต้นมักเริ่มจากการมีน้ำมูกหรือมีไข้ ตัวร้อน คล้ายการเป็นไข้หวัดในเด็กเล็กทั่วไป แต่มีข้อสังเกตที่ต้องระวังคืออาการผิดปกติ เช่น ไอแห้ง ๆ หายใจครืดคราด มีเสมหะเหนียว กินได้น้อยและมีอาการซึม

ดูแลอาการ : การดูแลลูกน้อย คือการปฏิบัติตามคำสั่งของคุณหมอ และป้องกันไม่ให้โรคกลับมาอีก โดยสร้างภูมิคุ้มกันโรค เช่น ดูแลเรื่องสุขอนามัย ความสะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ช้อน แก้วน้ำ ของเล่น รวมถึงการรับวัคซีนป้องกันโรค ทั้งนี้ควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากคุณหมอก่อน

เรื่องระวัง : หากติดเชื้อแบคทีเรียชนิดที่รุนแรง อาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวหรือเสียชีวิต ซึ่งพบว่า เชื้อนิวโมคอคคัส เป็นชื่อแบคทีเรียที่ ทำให้เกิดโรคปอดบวมและโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น การติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบน เกิดหูน้ำหนวก ไซนัสอักเสบ หากลุกลามเข้าสู่กระแสเลือด เยื่อหุ้มสมอง ก็จะทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ


5. โรคมือเท้าปาก

          โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่เกิดขึ้นได้ตลอดปี และพบว่า มีการระบาดได้มากในช่วงหน้าฝน ช่วงที่อากาศร้อนชื้น อากาศเปลี่ยนแปลง ในระยะเริ่มแรกจะมีไข้ เบื่ออาหาร และเจ็บคอจากแผลภายในช่องปาก (แผลเล็ก ๆ กระจายที่ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม และเพดานปาก) ทำให้ลูกกินอาหารได้น้อย ไม่ยอมกลืนน้ำและอาหาร มีผื่นเป็นตุ่มน้ำใสที่บริเวณฝ่ามือและฝ่าเท้า บางครั้งอาจพบหลังมือและเท้า บริเวณข้อศอก ข้อเข่าและก้นของเด็กได้ เป็นผื่นที่ไม่มีอาการคัน

ดูแลอาการ : ดูแลตามอาการทั่วไป คือเช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ ใช้ยาชาป้ายแผลในปากเพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผล ให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ที่สำคัญคือ เนื่องเป็นโรคติดต่อ จึงควรแยกลูกเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปคนอื่นๆ ดูแลอาการที่บ้านอย่างน้อย 5 - 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ

เรื่องระวัง : ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ภาวะขาดน้ำจากการดื่มน้ำน้อยลง ไม่ยอมกินอาหาร มีอาการแทรกซ้อนของระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต เช่น มีไข้สูง ซึม อาเจียน หอบเหนื่อย อ่อนเพลียมาก อ่อนแรง เดินเซ ตัวลาย  ควรพาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที


ที่มา www.motherandcare.in.th

   

Home >>

เรื่องราวของพ่อ


Recent Post
โรคที่มากับหน้าฝน

สุขอย่างไรเมื่อต้องอยู่บ้านนาน

โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร หลังวิกฤตโควิด-19 จบลง

7 วีธี ดูแลบ้านและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจาก โควิด-19

เข้าหน้าฝน ยิ่งต้องระวังเรื่อง ไอ จาม โควิดยังอยู่นะจ๊ะ

บทเรียนจากโควิด-19

12 วิธี Self-Care ดูแลตัวเองช่วงโควิด-19

ไอเดียหารายได้เสริมสู้โควิด

ใส่แมสแล้วหายใจได้กลิ่นปากตัวเอง มีเคล็ดลับช่วยได้

วิกฤตโควิด-19 กับการดูแลสุขภาพช่องปากและลมหายใจ

วิธีสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว

15 วิธีอัพพลังบวก สร้างความสุขให้ชีวิต

จามหรือไอ กับความห่วงใยเรื่องสุขภาพ

ความสุขเริ่มได้ที่ตนเอง จริงแท้แค่ไหน

อาการแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

อดีต รมว.สธ. เตือนคนไทยอย่าตื่นตระหนก ไวรัสโคโรนา

รู้ไว้เรื่องใกล้ตัว PM 2.5

ฝุ่นเยอะ จัดการอย่างไรดี เรื่องง่าย ๆ ทำได้ก่อน

ไอเรื้อรัง ระวังปอดพังตั้งแต่ยังไม่แก่

ล้างจมูก ลดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ไอเรื้อรัง

คลายข้อสงสัย ผู้ป่วยซึมเศร้า ฆ่าคนได้ไหม

ประโยชน์และวิธีการล้างจมูก

ไอเรื้อรัง เรื่องน่ากลัวที่ไม่ควรปล่อยไว้

12 ประโยคให้กำลังใจ ห้ามพูดกับผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

ล้างจมูก สูดไอน้ำร้อน หายใจโล่ง แก้หวัด

ลูกไอแห้ง ๆ ไอเสียงวี๊ดตอนกลางคืน แบบไหนอันตราย



« July 2020»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
Flemomile

SHARE YOUR STORY

www.hiruscar.com


HOMEABOUT USSHARE YOUR STORYNEWSCONTACT
 
  
view