[close]
choosewithcareclub.com
go to facebook YouTube
HOME ABOUT US HEALTH CARE SHARE YOUR SYORY NEWS CONTACT

5 ช่องทางติดหวัดจากโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี

5 ช่องทางติดหวัดจากโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี

5 ช่องทางติดหวัดจากโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี


          โรงเรียนเป็นสถานที่ที่รวบรวมเอาเด็ก ๆ ไว้หลากหลายครอบครัวเพื่อให้การศึกษา เป็นสถานที่ที่นอกจากการเรียนแล้ว เด็กจะได้ทั้งกิน เล่น และทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกันตลอดทั้งวัน ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่นอกสายตาคุณพ่อคุณแม่แบบนี้ ก็คงอดที่จะเป็นห่วงในเรื่องของสุขอนามัยไม่ได้ เพราะเด็ก ๆ มักจะไม่ค่อยระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพมากนัก ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ต้องคอยแนะนำและดูแลในส่วนนี้ต่อไป


           โรคหวัดยอดฮิตเด็กวัยเรียน
           โรคหวัดเป็นโรคที่พบบ่อยมาก โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งมักพบเป็นหวัดได้บ่อยถึงปีละ 6 - 8 ครั้ง เพราะเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำกว่าผู้ใหญ่ โดยเฉพาะเด็กอนุบาล ในห้องเรียนมีเด็กอยู่กันหลายคน แต่ละคนอาจมีเชื้อไวรัสไข้หวัดคนละชนิด รวม ๆ กันแล้วในห้องนั้นอาจมีเชื้อไวรัสที่ไม่ซ้ำกันถึง 10 - 20 ชนิด เด็กในห้องนั้นก็จะหมุนเวียนกันติดเชื้อไวรัสที่ไม่ซ้ำกันจนครบ ซึ่งอาจใช้เวลา 3 - 4 เดือน เรียกว่าตลอดทั้งเทอม จึงผลัดกันเป็นไข้หวัดอยู่บ่อย ๆ เมื่อรับเชื้อจนครบ ร่างกายจะมีภูมิต้านทานต่อไวรัสทุกตัวที่มีอยู่ในห้องนั้น เด็กก็จะห่างหายจากไข้หวัดไปในที่สุด เพราะไข้หวัดสามารถแพร่ได้ทั้งสารคัดหลั่งอากาศ หรือแม้แต่การคลุกคลีกัน ดังนั้นเมื่อลูกมีน้ำมูกใส จาม คัดจมูก บางคนครั่นเนื้อครั่นตัว หรือไอตามมา คุณพ่อคุณแม่ก็ควรรีบหาทางรักษา

            วิธีป้องกันโรคหวัดจากโรงเรียน

            1. เตรียมป้องกันตามฤดูกาล
                หากอยู่ในหน้าฝน ก็ควรมีเสื้อกันฝนติดไว้ในกระเป๋าเป้ให้ลูกเสมอ หรือหากอยู่ในหน้าหนาว เรื่องเสื้อผ้าหนา ๆ ก็ต้องสวมใส่ตลอด และนอกจากนั้นยังควรหมั่นสังเกตสถานการณ์ความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างในปัจจุบันจะเป็นเรื่องของฝุ่นพิษ PM 2.5 กำลังเป็นปัญหาหลักอยู่ แม้ว่าบางโรงเรียนจะงดให้การเรียนการสอน แต่ก็ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่เปิดตามปกติ ดังนั้น เรื่องหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษขนาดเล็กจึงมองข้ามไม่ได้เลย และหากมีเสื้อคลุมกันลม คุณพ่อคุณแม่ก็ควรจัดหาให้ลูกด้วย เพราะฝุ่นชนิดนี้มีขนาดเล็กมากและเข้าสู่ร่างกายได้ตามช่องทางต่าง ๆ

            2. ระวังโรคระบาด
                ทุก ๆ วัน เด็ก ๆ มักจะมีเรื่องเล่ากลับมาบ้าน เช่น เพื่อนเป็นเหา คนนี้เป็นผื่น คนนู้นน้ำมูกไหล ลองเสียสละเวลาตั้งใจฟังลูก ๆ พูดคุยถึงเรื่องนี้กันสักนิด เพื่อที่เราจะได้ข้อมูลว่ามีเพื่อร่วมชั้นเรียนของพวกเขาคนไหนเจ็บป่วยกันบ้าง และถ้าพบว่ามีคนป่วยอยู่ใกล้ตัวลูก ก็ควรระมัดระวัง อาจให้ลูกใส่หน้ากากอนามัย พกเจลล้างมือใส่กระเป๋าไว้ให้ หรือเสริมอาหารกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ลูกในมื้อที่บ้านด้วยก็ได้ สำหรับการระบาดของบางโรค ผู้ปกครองอาจต้องพา
เด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันไว้ เป็นต้น

            3. อย่าลังเลในการลาป่วย
                บางบ้านกังวลว่าลูกจะเรียนไม่ทัน ดังนั้นเมื่อเวลาพวกเขามีอาการป่วยที่ไม่หนักมาก ก็มักจะปล่อยให้ไปโรงเรียน ไปเรียนหนังสือร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งการทำแบบนี้ก่อผลเสียถึง 2 อย่างด้วยกัน อย่างแรกคือทำให้เด็กเสี่ยงมีอาการหนักขึ้น ป่วยเรื้อรังนานขึ้น จากเดิมที่นอนพักเต็ม ๆ 1 - 2 วันก็ควรจะหายแล้ว อาจลากยาวไปเป็นสัปดาห์ อีกอย่างคือทำให้เด็ก ๆ เป็นตัวการแพร่เชื้อโรคไปสู่เพื่อน ๆ ด้วย ซึ่งเมื่อเด็กคนอื่นติดโรค ก็มักจะติดวนกันไปมาในชั้นเรียน
อยู่แบบนั้น

            4. ใส่ใจเมื่อลูกอยู่บ้าน
                การเฝ้าระวังโรคต่าง ๆ สามารถทำได้จากที่บ้านเช่นกัน ยิ่งในปัจจุบันที่ลูกมีโอกาสได้รับมลภาวะจากหลากหลายช่องทางซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถในการป้องกันของเราด้วยแล้ว อย่างน้อย ๆ เมื่อลูกกลับบ้าน ลองฝึกเรื่องสุขลักษณะของพวกเขาให้ติดเป็นนิสัย เช่น การล้างเท้า ล้างมือ หรือช่วงนี้เข้มงวดเรื่องฝุ่นพิษหน่อย ก็อาจให้เด็ก ๆ อาบน้ำเลยเมื่อกลับถึงบ้าน นอกจากนั้นเรื่องอาหารการกินก็สำคัญ ใส่ใจให้พวกเขารับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักและผลไม้จะช่วยต้านโรคต่าง ๆ เป็นอย่างดี

            5. เตรียมยาให้พร้อม
                ยาสามัญประจำบ้านถือเป็นคู่หูประจำตัวของคุณพ่อคุณแม่ที่มีความรอบคอบ เช่น ยาลดไข้ ยาแก้ไอ สเปรย์พ่นจมูก ยาแก้คัน อุปกรณ์ทำแผลต่าง ๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ควรมีติดบ้าน บางอย่างที่มีขั้นตอนการใช้ไม่ซับซ้อนมาก เช่น พลาสเตอร์ยา หรือสเปรย์ และเจลฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ก็สามารถใส่กระเป๋าไว้ให้ลูกติดตัวได้ หรือจะนำยาอีกชุดไปฝากคุณครูไว้ที่โรงเรียน เป็นการเพิ่มความมั่นใจสองต่อว่าลูกจะได้รับตัวยารักษาทันท่วงทีเวลาป่วยไข้ เป็นยาที่เรารู้จัก และมั่นใจว่าจะไม่เกิดอาการแพ้แก่ลูกน้อยแน่นอน


            นอกจากการใส่ใจดูแลลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องดูแลสุขภาพของตัวเองด้วย เพราะหากเป็นฝ่ายป่วยขึ้นมาเสียเอง นอกจากจะทำให้ดูแลลูกน้อยของคุณได้ลำบากแล้ว ยังมีโอกาสที่จะพาเอาโรคมาติดลูกได้สูงนะคะ


            มา “สุขใจเพราะเราเลือกดูแลกัน” ด้วยความรู้ดี ๆ กับ “5 ช่องทางติดหวัดจากโรงเรียนที่พ่อแม่ต้องระวังให้ดี” และเมื่อไอให้นึกถึงเฟลมเม็กซ์นะคะ


      


ข้อมูลจาก The Asian Parent



Home >>
เรื่องราวของพ่อ


Recent Post
เที่ยวแบบ New Normal เทรนด์ใหม่ยุคโควิด-19

ไอจนเจ็บหน้าอก

“สุขดี” ที่ใจและกาย

ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตใหม่ รับ New Normal หลังวิกฤตโควิด-19

New normal ในโลกหลัง COVID-19 ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

อันตรายจาก “ความชื้น”


ประโยชน์ของสารสกัดจากดอกคาโมมายล์และโพรพอลิส


เทรนด์ธุรกิจแบบ Health Focus ที่มาแรงในวันนี้

10 เทรนด์สังคมไทย หลังพ้นวิกฤติโควิด-19

ฝนตก เฝ้าดูระวังอาการหวัดกันบ้างนะ

วิถีสร้างเสริมสุขภาพ

โรคที่มากับหน้าฝน

สุขอย่างไรเมื่อต้องอยู่บ้านนาน

โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร หลังวิกฤตโควิด-19 จบลง

7 วีธี ดูแลบ้านและคนในครอบครัวให้ห่างไกลจาก โควิด-19

เข้าหน้าฝน ยิ่งต้องระวังเรื่อง ไอ จาม โควิดยังอยู่นะจ๊ะ

บทเรียนจากโควิด-19

12 วิธี Self-Care ดูแลตัวเองช่วงโควิด-19

ไอเดียหารายได้เสริมสู้โควิด

ใส่แมสแล้วหายใจได้กลิ่นปากตัวเอง มีเคล็ดลับช่วยได้

วิกฤตโควิด-19 กับการดูแลสุขภาพช่องปากและลมหายใจ

วิธีสร้างสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว

15 วิธีอัพพลังบวก สร้างความสุขให้ชีวิต

จามหรือไอ กับความห่วงใยเรื่องสุขภาพ

ความสุขเริ่มได้ที่ตนเอง จริงแท้แค่ไหน

อาการแบบไหนเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019

อดีต รมว.สธ. เตือนคนไทยอย่าตื่นตระหนก ไวรัสโคโรนา

รู้ไว้เรื่องใกล้ตัว PM 2.5

ฝุ่นเยอะ จัดการอย่างไรดี เรื่องง่าย ๆ ทำได้ก่อน

ไอเรื้อรัง ระวังปอดพังตั้งแต่ยังไม่แก่

ล้างจมูก ลดภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ไอเรื้อรัง



« September 2020»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930   
Flemomile

SHARE YOUR STORY

www.hiruscar.com


HOMEABOUT USSHARE YOUR STORYNEWSCONTACT
 
  
view