[close]
choosewithcareclub.com
go to facebook YouTube
HOME ABOUT US HEALTH CARE SHARE YOUR STORY NEWS CONTACT

ดูเด็กคนนั้นสิ

ดูเด็กคนนั้นสิ
ดูเด็กคนนั้นสิ


          มีอยู่บ่อยครั้ง เราไปชื่นชมความอัจฉริยะของเด็กคนอื่น ๆ แต่ลืมที่จะชื่นชมความก้าวหน้าของลูกตนเอง...

          เร็ว ๆ นี้ มีบทความตอนหนึ่งเป็นที่นิยมในโลกออนไลน์ ชื่อว่า “ดูเด็กคนนั้นสิ” หลังบทความนี้ออกมา มีคนลงคอมเม้นถึง 2 หมื่นกว่าคอมเม้น ส่วนมากเป็นการระบายความขื่นขมที่เกี่ยวกับอารมณ์แค้นเคืองตอนสมัยเด็กที่มักถูกพ่อแม่นำไปเปรียบเทียบกับ ”เด็กคนอื่น ๆ” ไอ้เด็กคนอื่นนี้ทำไมทั้งเรียบร้อยและเชื่อฟังพ่อแม่ เรียนก็เก่ง แถมยังไม่ดื้อ มีมารยาทต่อผู้ใหญ่อีก ทุกครั้งที่เราทำอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจพ่อแม่ แล้วพ่อแม่ก็จะเริ่มสอนเราด้วยการขึ้นต้นว่า “ดูเด็กคนนั้นสิ” บทความนี้ ได้รับผลสะท้อนอย่างกว้างขวาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า มีเด็กวัยรุ่นที่โตมาภายใต้เงาของ “เด็กคนอื่น” เป็นจำนวนมหาศาล และแม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ภายในจิตใจของเด็กเหล่านี้ ก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาสักที


ทำความเข้าใจว่า ทำไมพ่อแม่ชอบนำลูกของตนไปเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น

          เด็กทุกคนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่พ่อแม่บางคนชอบไปจ้องที่ข้อเสียของเด็กและ "ขยายมันให้ใหญ่ขึ้น" เจตนาของพ่อแม่เหล่านี้คือ อยากให้เด็กมองเห็นถึงข้อเสียของตนแล้วปรับปรุงแก้ไขตนเองให้ดีขึ้น โดยนำเด็กไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น ๆ และคิดว่าเด็กคงจะรู้สึกว่าตนเองนั้นบกพร่องจริง ๆ และจะแก้ไขตัวใหม่ตามแบบอย่างที่เรายกมา

          สาเหตุดังกล่าวคือ เจตนาในแง่ดี แต่ก็ยังมีเจตนาในแง่ลบ ซึ่งเราต้องพูดด้วยคือ ความอยากมีหน้ามีตา คนเราใช้ชีวิตในสังคมเวลาเจอเพื่อน ก็ต้องพูดถึงเรื่องบ้าน รถ รายได้ ฯลฯ ส่วนเรื่องลูกยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีหน้ามีตาในหมู่เพื่อน ๆ หากเด็กเราสอบได้อันดับที่ 1 ในชั้นเรียน เราจะรู้สึกดีมีราศียิ่งกว่าได้เงินได้ทองเสียอีก ตรงกันข้ามหากลูกของเราสอบได้ที่สุดท้าย เราก็จะรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าอะไรเช่นนี้ หารู้ไม่ว่าท่าทีของเราเช่นนี้ได้เพิ่มแรงกดดันแก่เด็กอย่างหนักหน่วง

          หากเราพิจารณาทางจิตวิทยาแล้ว การที่พ่อแม่ชอบนำเด็กมาอวดอ้างกัน หรือรู้สึกละอายใจที่จะพูดถึง ต้นเหตุล้วนเกิดจากความไม่พอใจของตนเอง อาจจะมีความไม่พอใจต่อสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ การงาน ครอบครัว ความหลังในอดีต หรือประการอื่น ๆ และหวังที่จะสร้างความมีคุณค่าลงบนตัวของลูกตนเอง เพราะอย่างน้อยถ้าลูกมันเก่งจริง ก็นับว่าเป็นผลที่เกิดจากการเลี้ยงดูและการสั่งสอนของตน ก็ถือว่าเป็นผลงานอันทรงคุณค่าในชีวิตของตนเช่นกัน ดังนั้น พ่อแม่เหล่านี้จึงมักนำเอาลูกของตนเองไปเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่น ๆ เพื่อตรวจสอบผลงานของตนเอง และเพื่อสนองความพึงพอใจของตน พอเจอกับผลลัพธ์ที่ไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ก็รู้สึกโมโห โกรธเคือง และต่อว่าเด็กชุดใหญ่


ทำความเข้าใจกับผลเสีย ที่นำลูกของเราไปเปรียบเทียบกับลูกของคนอื่น

          น่าเสียดาย เราไม่ค่อยนำจุดแข็งของลูกเราไปเทียบกับจุดอ่อนของเด็กคนอื่น แต่มักจะนำเอาจุดอ่อนของลูกเราไปเทียบกับจุดแข็งของลูกคนอื่น บางทีเราก็ยังตั้งใจพูดจาต่อว่าลูกของเรา และในขณะเดียวกันก็ไปกล่าวชมเด็กคนอื่น ยิ่งเราทำแบบนี้เด็กก็ยิ่งมีความทุกข์และผิดหวัง เรายิ่งพูดว่าเด็กไม่ดี เด็กก็จะยิ่งไม่ดีไปเลยตามคำของเรา ดังนั้น การเปรียบเทียบแบบนี้นับว่าไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย การยกย่องเด็กคนอื่นนั้นเหมือนเป็นการเหยียบย้ำลูกของตน ยังมีผลเสียอีกอย่างหนึ่งคือ นอกจากจะทำลายความเชื่อมั่น ความกระตือรือร้นของเด็กแล้ว ยังทำให้เด็กรู้สึกว่า พ่อแม่รักคนอื่นเห็นคนอื่นดีกว่าตน เลยไม่รักเราแต่ไปรักเด็กคนนั้นซะแล้ว ความคิดแบบนี้จะทำให้เด็กตกอยู่ในความหวาดระแวงของการถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง แม้โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังมีปมด้อย คิดว่าตนเองนั้นไม่มีคุณค่า ขนาดพ่อแม่ตัวเองก็ยังไม่รักไม่ให้ความสำคัญเลย

          การเปรียบเทียบด้วยจิตใจที่ชิงดีชิงเด่นกันเช่นนี้ ทำให้ผู้ใหญ่เองก็ต้องทนทุกข์ไปด้วยความอิจฉาริษยา ทำให้เด็กต้องสูญเสียความมั่นใจในตนเองและความไว้ใจต่อพ่อแม่ สรุปคือ มันไม่สมควรที่จะนำมาใช้กับเด็กอย่างแท้จริง


ยอมรับความแตกต่างของบุคคล พัฒนาด้วยการเปรียบเทียบกับตัวเอง

          ในโลกนี้ "ไม่มีใบไม้สองใบที่เหมือนกันทุกประการ" บุคลิกภาพและลักษณะนิสัยที่เด็กแต่ละคนมีก็ยิ่งแตกต่างกัน เราต้องยอมรับความแตกต่างในข้อนี้ ไม่นำเด็กคนอื่นมาเป็นมาตรฐานวัดคุณค่าของลูกตนเอง ถ้าจะเปรียบเทียบจริง ๆ เราควรให้เด็กเปรียบเทียบตัวเอง ซึ่งหมายความว่า เราจะถามเด็กว่า “ตัวลูกในวันนี้กับตัวลูกในเมื่อวานได้เก่งขึ้นไหม” “ปีนี้กับปีที่แล้วมีความก้าวหน้าอะไรบ้าง” หรือพรุ่งนี้ ปีหน้า ในอีก 5 ปี ข้างหน้าลูกคิดว่าจะก้าวหน้าในเรื่องอะไร เป็นต้น การนำตัวเองในปัจจุบันเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีต หรือนำอนาคตเปรียบเทียบกับปัจจุบัน จะทำให้เด็กมีวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เต็มไปด้วยความคาดหวังและมีแรงบันดาลใจในการที่จะสร้างสรรค์พัฒนาตนเอง นี่จึงจะเป็นการเปรียบเทียบที่ดี


ข้อเตือนใจพิเศษ

  1. การชี้ปัญหาใช่ว่าจะแก้ปัญหาได้ บางทีกลับสร้างปัญหาให้ยุ่งยากสาหัสเข้าไปอีก
  2. เห็นจุดอ่อนของเด็กอย่าเพิ่งพูดเห็นความดีของเด็กต้องรีบชม
  3. ทำใจให้เที่ยงตรง ไม่นำเด็กของเราไปสร้างภาพเพื่อตนเอง


ที่มา หนังสือเรื่องเลี้ยงลูกให้ถูกตอน 3 ปี ลูกจะทำดีไปตลอดชีวิต

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก สำนักพิมพ์วารา

Home >>

เรื่องราวของพ่อ


Recent Post
สุขใจปีใหม่ ดูแลกันให้นาน ๆ

9 วิธีปรับปรุงชีวิตคู่ให้ดีขึ้น

คาโมมายล์ สมุนไพรที่ช่วยให้ผ่อนคลายและบำรุงสุขภาพ

สุขภาพดี ท้าหนาว

RSV ไวรัสตัวร้าย ปล่อยไว้อันตรายถึงแก่ชีวิต

เฟลมโมมายล์ เม้าท์ สเปรย์ เอาใจคนรุ่นใหม่ ใส่ใจสุขภาพ

คัดจมูกอย่าปล่อยไว้นาน

ชิว ๆ เตรียมตัวรับความหนาวที่มาพร้อมกับความสุขใจ

ภูมิแพ้… ภัยใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

Review: FLEMOMILE เม้าท์ สเปรย์ ตัวช่วยในวันที่เจ็บคอ (ไม่พูดเยอะ)

หนาวแล้ว ปลายฝน รับต้นหนาว

สุขใจ อิ่มบุญ ในช่วงกินเจ

ชีวิตคิดบวก สู้โควิด

เที่ยวแบบ New Normal เทรนด์ใหม่ยุคโควิด-19

ไอจนเจ็บหน้าอก

“สุขดี” ที่ใจและกาย

ปรับไลฟ์สไตล์ชีวิตใหม่ รับ New Normal หลังวิกฤตโควิด-19

New normal ในโลกหลัง COVID-19 ที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิม

อันตรายจาก “ความชื้น”


ประโยชน์ของสารสกัดจากดอกคาโมมายล์และโพรพอลิส


เทรนด์ธุรกิจแบบ Health Focus ที่มาแรงในวันนี้

10 เทรนด์สังคมไทย หลังพ้นวิกฤติโควิด-19

ฝนตก เฝ้าดูระวังอาการหวัดกันบ้างนะ

วิถีสร้างเสริมสุขภาพ

โรคที่มากับหน้าฝน



« May 2021»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
Flemomile

SHARE YOUR STORY

www.hiruscar.com


เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อนำเสนอคอนเทนต์และโฆษณาที่ท่านอาจสนใจเพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ที่ดีบนบริการของเรา
หากท่านใช้บริการเว็บไซต์ของเราต่อไปโดยไม่ได้ปรับการตั้งค่าใดๆ เราเข้าใจว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์ของเรา
HOMEABOUT USSHARE YOUR STORYNEWSCONTACT
 
  
view